Categories: AutomotiveCars

น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ คืออะไร? ข้อดี–ข้อเสีย และควรเลือกแบบไหนดี

เคยเป็นกันไหม? เวลาถึงรอบเช็คระยะรถยนต์ทีไร พอเดินเข้าไปในร้านขายอะไหล่หรือศูนย์บริการ แล้วเจอกับแผงน้ำมันเครื่องเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งขวดสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน ราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ยิ่งอ่านฉลากก็ยิ่งงง โดยเฉพาะคำว่า “สังเคราะห์แท้” กับ “กึ่งสังเคราะห์” ที่ราคาต่างกันเกือบเท่าตัว ทำให้หลายคนเกิดคำถามในใจว่า แล้วตกลง น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ คืออะไรกันแน่? มันดีพอสำหรับรถลูกรักของเราไหม หรือต้องกัดฟันจ่ายแพงเพื่อซื้อสังเคราะห์แท้ไปเลย?

วันนี้ Shopee Blog จะมาไขข้อข้องใจให้เพื่อน ๆ ได้กระจ่างกันไปเลย เราจะมาเจาะลึกกันว่า น้ำมันเครื่องชนิดนี้มีดีอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบไหน และทำไมถึงเป็นตัวเลือกยอดฮิตของคนใช้รถบ้านเรา พร้อมแนะนำรุ่นเด็ดที่หาซื้อได้ง่ายใน Shopee รับรองว่าอ่านจบแล้ว เพื่อน ๆ จะเลือกน้ำมันเครื่องได้โปรและคุ้มค่าที่สุดแน่นอน

หัวข้อต่างๆ ของบทความนี้

น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ คืออะไร?

น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic Oil) คือ ลูกผสมระหว่าง “น้ำมันแร่” (Mineral Oil) กับ “น้ำมันสังเคราะห์” (Synthetic Oil) นั่นเอง มันคือการนำข้อดีของทั้งสองโลกมารวมกัน เพื่อให้ได้น้ำมันเครื่องที่มีประสิทธิภาพดีกว่าน้ำมันแร่ธรรมดา แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่าน้ำมันสังเคราะห์แท้ 100%

ลองจินตนาการดูว่า น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้เปรียบเสมือนกาแฟเกรดพรีเมียมที่คัดเมล็ดมาอย่างดี รสชาตินุ่มลึก แต่ราคาสูงลิ่ว ส่วนน้ำมันแร่เปรียบเหมือนกาแฟโบราณที่ราคาถูกแต่รสชาติอาจจะไม่ละมุนเท่า น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ก็คือ กาแฟเบลนด์สูตรพิเศษ ที่เอาความพรีเมียมมาผสมเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น ในราคาที่เพื่อน ๆ จ่ายได้สบายกระเป๋านั่นเอง

โดยปกติแล้ว อัตราส่วนผสมของน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ คือ การใช้น้ำมันแร่ (Mineral) เป็นฐานหลักประมาณ 70-80% และผสมน้ำมันสังเคราะห์ (Synthetic) เข้าไปประมาณ 10-30% (ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละแบรนด์) การเติมส่วนผสมสังเคราะห์เข้าไปนี้ จะช่วยเพิ่มฟิล์มน้ำมันที่แข็งแรงขึ้น ทนความร้อนได้ดีขึ้น และช่วยชะล้างคราบเขม่าในเครื่องยนต์ได้ดีกว่าน้ำมันแร่เพียว ๆ หลายเท่าตัว จึงไม่แปลกใจที่มันกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับรถยนต์ใช้งานทั่วไปในเมืองไทย

น้ำมันกึ่งสังเคราะห์ คืออะไร ต่างจากน้ำมันธรรมดายังไง?

Cr. Freepik

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำมันเครื่องธรรมดา หรือน้ำมันแร่ (Mineral Oil) นั้น ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบโดยตรง ซึ่งโมเลกุลของน้ำมันจะไม่ค่อยเป็นระเบียบ และมีความไม่บริสุทธิ์ปนอยู่ ทำให้เมื่อเจอกับความร้อนสูง ๆ หรือใช้งานหนัก ๆ น้ำมันจะเสื่อมสภาพเร็ว เกิดคราบยางเหนียวได้ง่าย

แต่เมื่อเราพูดถึงน้ำมันกึ่งสังเคราะห์ คือ การอัปเกรดประสิทธิภาพขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการเติมสารสังเคราะห์เข้าไป ทำให้โครงสร้างโมเลกุลมีความเสถียรมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • ทนร้อนได้ดีกว่า ไม่ระเหยหายง่ายเหมือนน้ำมันธรรมดา
  • หล่อลื่นได้ลื่นกว่า ช่วยลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น ทำให้รถเร่งแซงได้ทันใจกว่า
  • ยืดอายุการเปลี่ยนถ่าย จากปกติที่น้ำมันแร่อาจจะใช้ได้แค่ 3,000-5,000 กิโลเมตร แต่น้ำมันกึ่งสังเคราะห์สามารถลากยาวไปได้ถึง 5,000-7,000 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้นในบางรุ่น

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ vs กึ่งสังเคราะห์ ต่างกันอย่างไร?

คำถามโลกแตกที่นักขับทุกคนต้องเจอคือ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กับ กึ่งสังเคราะห์ ต่างกันอย่างไร และทำไมราคาถึงต่างกันขนาดนั้น? ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องมาชำแหละกันทีละประเด็น ทั้งในเรื่องของส่วนผสม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า

ความแตกต่างด้านส่วนผสม

  • น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic) ผลิตจากกระบวนการทางเคมีในห้องแล็บ 100% โมเลกุลของน้ำมันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ สม่ำเสมอ ไม่มีสิ่งเจือปน
  • น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic) อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น มันคือการนำน้ำมันพื้นฐานธรรมชาติ (Mineral) มาผสมกับน้ำมันสังเคราะห์ ทำให้ความบริสุทธิ์และความสม่ำเสมอของโมเลกุลยังเป็นรองแบบสังเคราะห์แท้ 100%

ความทนทานต่อความร้อนและการปกป้องเครื่องยนต์

เรื่องนี้เป็นจุดตัดสินที่สำคัญ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานหนัก หรือขับรถทางไกลต่อเนื่อง ความร้อนในห้องเครื่องจะสูงมาก

  • สังเคราะห์แท้ ทนความร้อนได้สูงที่สุด ฟิล์มน้ำมันไม่ขาดง่าย ๆ แม้อุณหภูมิจะพุ่งสูงปรี๊ด เหมาะกับรถสมรรถนะสูง หรือคนที่ชอบขับรถรอบจัด
  • กึ่งสังเคราะห์ ทนความร้อนได้ดีในระดับใช้งานทั่วไป ขับไปทำงาน ขับเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง แต่ถ้าเอาไปซิ่งหนัก ๆ หรือรถติดโหด ๆ นาน ๆ ประสิทธิภาพอาจจะดรอปลงเร็วกว่าแบบสังเคราะห์แท้

ความหนืดและประสิทธิภาพการไหล

  • สังเคราะห์แท้ มีค่าดัชนีความหนืด (Viscosity Index) ที่ดีเยี่ยม หมายความว่า ไม่ว่าจะอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด น้ำมันยังคงไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ทันทีที่สตาร์ทรถ (Cold Start Protection)
  • กึ่งสังเคราะห์ ประสิทธิภาพการไหลเวียนดีกว่าน้ำมันธรรมดามาก แต่ในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์ตอนเช้า หรือช่วงที่เครื่องเย็น อาจจะใช้เวลาเสี้ยววินาทีนานกว่าสังเคราะห์แท้ในการวิ่งไปเคลือบลูกสูบ

รอบการใช้งาน / อายุการใช้งานของน้ำมัน

นี่คือสิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องกาปฏิทินไว้เลย เพราะ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กับ กึ่งสังเคราะห์ มีอายุขัยไม่เท่ากัน

  • สังเคราะห์แท้ ใช้งานได้ยาวนานถึง 10,000 – 15,000 กิโลเมตร (หรือ 6 เดือน – 1 ปี)
  • กึ่งสังเคราะห์ รอบการเปลี่ยนถ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 7,000 กิโลเมตร (หรือ 4 – 6 เดือน)

ราคา: สังเคราะห์แท้ vs กึ่งสังเคราะห์

  • สังเคราะห์แท้ ราคาสูงกว่าชัดเจน เริ่มต้นที่หลักพันต้น ๆ ไปจนถึงหลายพันบาท
  • กึ่งสังเคราะห์ ราคาเป็นมิตรมาก เริ่มต้นเพียงหลักร้อย (400 – 800 บาท) ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้คนหันมาเลือกใช้เยอะที่สุด

ตารางเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย

เพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพรวมชัดเจน เราสรุปความแตกต่างมาให้ในตารางนี้

น้ำมันเครื่องธรรมดา (Mineral)น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic)น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic)
ส่วนประกอบหลักน้ำมันดิบกลั่น 100%น้ำมันแร่ + สารสังเคราะห์สังเคราะห์ทางเคมี 100%
การปกป้องเครื่องยนต์พอใช้ดีดีเยี่ยม
ระยะทางเปลี่ยนถ่าย3,000 – 5,000 กม.5,000 – 8,000 กม.10,000 – 15,000 กม.
ราคาโดยประมาณ (4 ลิตร)300 – 500 บาท400 – 900 บาท1,000 – 2,500+ บาท
ความเหมาะสมรถเก่า เครื่องหลวม ใช้งานน้อยรถใช้งานทั่วไป รถบ้าน รถกระบะรถใหม่ รถยุโรป รถสมรรถนะสูง

แนะนำน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ยี่ห้อไหนดี

ในท้องตลาดมีน้ำมันเครื่องให้เลือกเยอะจนตาลาย วันนี้เราคัดมาให้เน้น ๆ กับแบรนด์ยอดฮิตที่ได้รับการรีวิวอย่างล้นหลามใน Shopee ว่าคุ้มค่าและคุณภาพดีจริง

1. PTT Performa Syntec Plus Evotec

ถ้าพูดถึงน้ำมันเครื่องขวัญใจมหาชน ต้องยกให้ PTT Performa ตัวนี้เลย เป็นน้ำมันเครื่องเทคโนโลยีสังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อเครื่องยนต์เบนซินโดยเฉพาะ จุดเด่นคือเทคโนโลยี EVOTEC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ได้ดีเยี่ยม ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่นและตอบสนองอัตราเร่งได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของ Smart Molecules ที่ช่วยทำความสะอาดคราบเขม่า ป้องกันการเกิดโคลนในน้ำมัน ทำให้เครื่องยนต์สะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ

ตัวนี้เหมาะมากสำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้รถเก๋งทั่วไป ขับในเมืองสลับกับออกต่างจังหวัดบ้าง รองรับเชื้อเพลิงทางเลือกทั้ง E20, E85 หรือแม้แต่รถติดแก๊ส CNG/LPG ก็ใช้ได้หายห่วง ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในงบประมาณที่ไม่แพง หาซื้อง่าย และมั่นใจได้ในคุณภาพมาตรฐาน ปตท.

  • ราคาประมาณ: 400 – 650 บาท (แกลลอน 4 ลิตร)

2. Shell Helix HX7

ขยับมาที่ค่ายหอยเชลล์กันบ้าง กับ Shell Helix HX7 ที่โด่งดังเรื่องเทคโนโลยี Flexi Molecule ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะของ Shell โมเลกุลของน้ำมันจะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเข้าไปปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในจุดที่รับแรงกดสูงได้อย่างทั่วถึง จุดเด่นที่หลายคนชอบคือเรื่องของ ความเงียบ และความลื่น หลังจากเปลี่ยนถ่ายใหม่ ๆ จะรู้สึกได้เลยว่าเสียงเครื่องยนต์เบาลง และเหยียบคันเร่งแล้วพุ่งดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ HX7 ยังขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันการสึกหรอ และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ แม้จะต้องเจอสภาพการจราจรที่ติดขัดแบบในกรุงเทพฯ ที่ต้องเบรก ๆ เร่ง ๆ ตลอดเวลา ก็ยังเอาอยู่ ใครที่รักรถและอยากได้การปกป้องที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป ตัวนี้ตอบโจทย์มาก

  • ราคาประมาณ: 600 – 850 บาท (แกลลอน 4 ลิตร)

3. Castrol Magnatec

“ปกป้องทันทีที่สตาร์ท” สโลแกนนี้ไม่ได้พูดเล่น ๆ เพราะ Castrol Magnatec มีเทคโนโลยี Intelligent Molecules หรือโมเลกุลอัจฉริยะที่จะทำตัวเหมือนแม่เหล็ก ยึดเกาะกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไว้ตลอดเวลา แม้ตอนที่เราดับเครื่องยนต์ไปแล้ว น้ำมันเครื่องทั่วไปจะไหลลงไปกองที่ก้นอ่าง แต่โมเลกุลของ Castrol Magnatec จะยังเกาะเคลือบอยู่ ทำให้ตอนสตาร์ทเครื่องครั้งต่อไป (ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์สึกหรอมากที่สุดถึง 75%) เครื่องยนต์จะได้รับการปกป้องทันที

ตัวนี้จึงเหมาะมาก ๆ กับพฤติกรรมการขับขี่ของคนเมืองที่ต้องสตาร์ทแล้วไป หรือการขับรถระยะสั้น ๆ บ่อย ๆ ที่เครื่องยนต์ยังไม่ทันร้อนได้ที่ ใครกังวลเรื่องการสึกหรอตอนเช้า ๆ แนะนำรุ่นนี้เลย เป็นกึ่งสังเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงเกรดพรีเมียมมาก

  • ราคาประมาณ: 700 – 900 บาท (แกลลอน 4 ลิตร)

4. Valvoline MaxLife

ถ้าเพื่อน ๆ ใช้รถมานาน เลขไมล์ทะลุ 95,000 กิโลเมตรไปแล้ว และเริ่มรู้สึกว่าเครื่องยนต์กินน้ำมันเครื่อง หรือมีควันขาวจาง ๆ แนะนำให้ลอง Valvoline MaxLife ตัวนี้เลย เพราะเขาเคลมว่าเป็นน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์รายแรก ๆ ที่พัฒนามาเพื่อรถเลขไมล์สูงโดยเฉพาะ

ความพิเศษของ MaxLife คือมีสารปรับสภาพซีลยาง (Seal Conditioners) ผสมอยู่ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูซีลยางต่าง ๆ ภายในเครื่องยนต์ที่แข็งกระด้างให้กลับมานุ่มและยืดหยุ่นขึ้น ช่วยลดปัญหาน้ำมันเครื่องรั่วซึม และลดการกินน้ำมันเครื่องได้จริง นอกจากนี้ยังมีสารชะล้างคราบเขม่าที่เข้มข้นกว่าปกติ ช่วยขจัดคราบสะสมเก่า ๆ ออกไป ทำให้เครื่องยนต์กลับมาฟิตปั๋งอีกครั้ง ใครใช้รถเก่า แนะนำตัวนี้เลย เหมือนได้ยาอายุวัฒนะให้รถ

  • ราคาประมาณ: 650 – 950 บาท (แกลลอน 4 ลิตร)

เลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนให้เหมาะกับรถของคุณ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มมีคำตอบในใจแล้ว แต่เพื่อให้ชัวร์ที่สุด เรามาลองดูสถานการณ์การใช้งานจริงกันดีกว่า ว่าไลฟ์สไตล์แบบเพื่อน ๆ ควรเลือกแบบไหน

ถ้าใช้รถในเมือง รถติดบ่อย เลือกแบบไหนดี?

Cr. Freepik

การขับรถในเมืองที่เดี๋ยวเบรก เดี๋ยวเร่ง เป็นภาระกับเครื่องยนต์มากกว่าที่คิด เพราะความร้อนสะสมสูงและการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

  • คำแนะนำ น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ถือว่า “เพียงพอ” และคุ้มค่า แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนถ่ายตามระยะอย่างเคร่งครัด (ทุก 5,000 – 6,000 กม.) เพราะความร้อนสะสมอาจทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด

ถ้าเดินทางไกลบ่อย ต้องใช้แบบไหน?

การวิ่งทางไกลด้วยความเร็วคงที่ จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์สึกหรอน้อยกว่ารถติดในเมือง แต่สิ่งที่ต้องเจอคือความร้อนสูงต่อเนื่องยาวนาน

  • คำแนะนำ ถ้ามีงบ แนะนำให้ขยับไปใช้ สังเคราะห์แท้ จะดีกว่า เพราะทนความร้อนแช่ยาว ๆ ได้ดี ฟิล์มน้ำมันไม่ขาด แต่ถ้าใข้กึ่งสังเคราะห์ก็ไหวอยู่ เพียงแต่ต้องเช็คระดับน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ หน่อย เพราะอาจมีการระเหยได้บ้าง

รถเก่า–รถใหม่ ต่างกันอย่างไรในการเลือกน้ำมันเครื่อง

  • รถใหม่ (ไม่เกิน 5 ปี) เครื่องยนต์ยังฟิต ระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนยังน้อย ควรใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดใส (เบอร์หลังต่ำ ๆ เช่น 20 หรือ 30) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสังเคราะห์แท้ แต่กึ่งสังเคราะห์เบอร์ 10W-30 ก็ใช้ได้เช่นกัน
  • รถเก่า (เกิน 100,000 กม.) เครื่องเริ่มหลวม ต้องการฟิล์มน้ำมันที่หนาขึ้นเพื่อเข้าไปอุดช่องว่าง ควรเลือกเบอร์ความหนืดสูงขึ้น เช่น 10W-40 หรือ 20W-50 ซึ่งน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่เบอร์ 10W-40 จึงเป็นคำตอบที่ลงตัวมากสำหรับรถกลุ่มนี้

เลือกตามคู่มือรถ (สำคัญที่สุด)

ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะอ่านรีวิวมาเยอะแค่ไหน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “เปิดคู่มือรถ” ดูว่าผู้ผลิตกำหนดมาตรฐาน API (เช่น API SN, SP) และค่าความหนืด (SAE) ไว้ที่เท่าไหร่ แล้วเลือกซื้อน้ำมันเครื่องที่มีสเปคตรงตามนั้น หรือสูงกว่า จะปลอดภัยต่อเครื่องยนต์ที่สุด

ข้อดี–ข้อเสียของน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์

สรุปกันอีกครั้งชัด ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจก่อนกดสั่งซื้อ

Cr. Freepik

ข้อดี:

  • ราคาสบายกระเป๋า ถูกกว่าสังเคราะห์แท้เกือบครึ่ง แต่ประสิทธิภาพดีกว่าน้ำมันธรรมดามาก
  • หาซื้อง่าย มีขายทั่วไป ทั้งร้านอะไหล่ ปั๊มน้ำมัน และใน Shopee
  • ปกป้องได้ดีในระดับมาตรฐาน เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่
  • เหมาะกับรถหลากหลาย โดยเฉพาะรถบ้าน รถใช้งานทั่วไป และรถที่มีอายุการใช้งานมาระดับหนึ่ง

ข้อเสีย:

  • อายุการใช้งานสั้นกว่า ต้องเปลี่ยนถ่ายบ่อยกว่าแบบสังเคราะห์แท้ (ต้องเข้าอู่บ่อยกว่า)
  • ทนร้อนสู้สังเคราะห์แท้ไม่ได้ ไม่เหมาะกับรถแข่ง รถซิ่ง หรือรถที่ใช้งานหนักหน่วงตลอดเวลา
  • อัตราเร่งอาจไม่ปรู๊ดปร๊าดเท่า ถ้าเทียบกับสังเคราะห์แท้เกรดท็อป ๆ ความลื่นไหลอาจจะรู้สึกต่างกันนิดหน่อยในรอบสูง

สรุป: น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์เหมาะกับใคร?

สรุปแล้ว น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ คือ ทางสายกลางที่ลงตัวที่สุดสำหรับ “ผู้ใช้งานทั่วไป” ที่ไม่ได้ต้องการสมรรถนะระดับรถแข่ง แต่ต้องการการปกป้องเครื่องยนต์ที่ดีในราคาที่สมเหตุสมผล หากเพื่อน ๆ ใช้รถขับไปทำงาน ส่งลูกเรียน หรือเที่ยวต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว และมีวินัยในการนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนด น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุด ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น เก็บเงินส่วนต่างไว้เติมน้ำมันหรือแต่งรถสวย ๆ ดีกว่า

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เป็นสายรักความเร็ว ชอบลากรอบเครื่องสูง ๆ หรือขี้เกียจไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ การขยับไปเล่นสังเคราะห์แท้ 100% ก็เป็นการลงทุนที่ซื้อความสบายใจได้

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ หายข้องใจและเลือกซื้อน้ำมันเครื่องได้เหมาะกับรถคู่ใจนะ ถ้าเริ่มสนใจแล้ว ลองเข้าไปเช็คราคาน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์แบรนด์ดัง ๆ พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ ได้ที่ Shopee รับรองว่ามีให้เลือกครบจบในที่เดียวแน่นอน

และสำหรับใครที่อยากดูแลรถให้เหมือนใหม่ตลอดเวลา อย่าลืมแวะไปอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติมจาก Shopee Blog ได้เลย

บทความแนะนำ

Film

Share
Published by
Film

Recent Posts

ของฝากจากจีน ซื้ออะไรดี? รวมไอเดียของฝากยอดนิยม รับรองทั้งคุ้มค่าและน่าประทับใจ

แนะนำของฝากจากจีนยอดนิยม ทั้งของกิน ของใช้ เครื่องสำอาง รวมถึงของฝากที่น่าสนใจจากเซี่ยงไฮ้ พร้อมไอเดียเลือกซื้อให้เหมาะกับผู้รับ อ่านจบเลือกของฝากได้ทันที

20 hours ago

Shopee เปิดเกมรุก O2O หนุนผู้ค้าปากคลองตลาดสู่โลกออนไลน์ พร้อมเปิดตัวหมวดหมู่ “ดอกไม้สด” รองรับดีมานด์โตและยกระดับบริการส่งด่วน

ช้อปปี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 เดินหน้าขยายอีโคซิสเต็ม O2O ของไทย ด้วยการเปิดตัวหมวดหมู่ใหม่ “ดอกไม้สด” บนแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ

2 weeks ago

เก้าอี้นวดไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี? รวม 13 รุ่นเด็ด ฟังก์ชันครบ จบปัญหาปวดเมื่อยเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม

ใครกำลังมองหาเก้าอี้นวดไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี บทความนี้รวมเก้าอี้นวดไฟฟ้ารุ่นยอดนิยม ราคาไม่แพง เหมาะกับทุกงบ พร้อมเปรียบเทียบจุดเด่นแต่ละรุ่น

1 month ago

อัปเดตล่าสุด! มอเตอร์ไซค์ Yamaha ทุกรุ่น เจาะลึกรุ่นใหม่ รุ่นเก่า พร้อมเช็กราคา

รวมมอเตอร์ไซค์ Yamaha ทุกรุ่น ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า พร้อมราคารถมอเตอร์ไซค์ Yamaha ล่าสุด อัปเดตข้อมูลครบ ช่วยเลือกซื้อรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ

1 month ago

ของกินเล่นขายดีลงทุนน้อย ทำอะไรขายดีง่ายๆ สำหรับขายหน้าโรงเรียน

รวมไอเดียของกินเล่นขายดี ลงทุนน้อย เหมาะกับขายหน้าโรงเรียน ทำง่าย กำไรดี พร้อมเคล็ดลับเลือกสินค้าและวิธีเริ่มต้นแบบมือใหม่

2 months ago

เพียวมัทฉะ ประโยชน์ คืออะไร? ช่วยลดน้ำหนักไหม พร้อมวิธีเลือกซื้อ

เพียวมัทฉะคืออะไร มีกี่แคล และช่วยอะไรต่อสุขภาพ รวมประโยชน์เด่น วิธีเลือกซื้อ และยี่ห้อเพียวมัทฉะที่คนนิยมแบบเข้าใจง่าย

2 months ago